อ่านละคร บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9 วันที่ 9 มี.ค.61

อ่านละคร บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9 วันที่ 9 มี.ค.61

“คุณพ่อท่านสั่งให้บอกว่า จงตั้งใจถวายงานรับราชการในขุนหลวงให้ดีที่สุด ให้สมกับที่คุณพ่อท่านทูลไว้ว่า ท่านเป็นคนเก่งแลท่านจะเจริญรุ่งเรืองสืบไป”...

วันต่อมาพระเพทราชาเข้าเฝ้าขุนหลวงเป็นการส่วนตัว สนทนากันแบบเพื่อนที่โตมาด้วยกัน

พระเพทราชาถามขุนหลวงว่าฟอลคอนเป็นคนทูลว่าขุนเหล็กรับเงินชาวบ้านใช่หรือไม่

“ใช่...เขาเห็นกับตา”



“เชื่อมันทุกอย่าง ยศก็อวยให้มัน ไม่ทรงนึกฤาว่ารับสั่งประหารคนที่เสมือนพี่น้อง คนที่เป็นขุนศึกคู่พระทัย คนที่ตายแทนได้...รับสั่งฆ่าได้เพราะมัน”

“ไอ้ทองคำ! มึงนึกว่ากูไม่เสียใจฤา ฮะ! กูนี้โหดทมิฬหินชาติจนเห็นเพื่อนตายของกูตายไปไม่รู้สึกอะไรเลย เฮ้ย...ไอ้ทองคำกูจะบอกอะไรให้ กูไม่ได้หมายใจ จะให้ไอ้เหล็กมันตาย กูแค่ลงโทษมันมิให้เป็นเยี่ยงอย่าง” ขุนหลวงหันหลังพูดแต่พอหันกลับมาพระเพทราชาไม่อยู่แล้ว...

พระเพทราชากลับบ้านมาเล่าให้หลวงสรศักดิ์ฟัง “กูไม่ได้อยู่รอหรอกว่าจักรับสั่งอะไร จักอะไรกูก็ไม่รับฟังทั้งสิ้น และต่อไปนี้กูจักไม่พักคิดว่าไอ้ฝรั่งชาติชั่วคนนี้ทำประโยชน์อะไรให้กับคนกรุงศรีบ้าง กูจะไม่ทูลสะกิดอะไรขุนหลวงด้วย จนกว่าถึงวันที่กูอดทนไม่ได้อีกต่อไป มึงรู้ฤาไม่ไอ้เดื่อว่าเป็นวันใด” ผู้เป็นลูกส่ายหน้า “วันที่ขุนหลวงทรงหลงใหลน้ำคำหลอกลวงแล้วเข้ารีตตามคำยุยงของมัน...”

จากนั้น หลวงสรศักดิ์นำความของพ่อมาคุยกับขุนศรีวิสารวาจาและขุนเรืองในที่ปลอดผู้คน “พ่อข้าสั่งมาว่าให้หาทางทำลายมันทุกวิถีทาง อาศัยเล่ห์เหลี่ยมคดโกงกับบริษัทของมัน”

“อีกไม่ช้าความชั่วของมันคงปรากฏออกมา”

ขุนศรีวิสารวาจากล่าว แต่หลวงสรศักดิ์ว่า

“ไม่รอ...ช้าเกินไป พ่อข้าอยากเห็นมันฉิบหายเร็วที่สุด”

ขุนเรืองจึงบอกว่า มีคนของตนทำงานที่บริษัทการค้าของอังกฤษ จะให้เก็บความมาให้

ooooooo

บ้านฟอลคอนที่ละโว้ มารีนั่งมองบ่าวดูแลเด็กๆ ฟอลคอนเรียกคลาร่ามาสอบถามว่าวันที่มารีกลับบ้านแวะที่ใดบ้าง พอรู้ว่าเธอแวะบ้านขุนศรีวิสารวาจาก็สะเทือนใจ...มารีกลับขึ้นเรือนถามหาคลาร่าไปไหน ฟอลคอนกลับพูดด้วยอารมณ์ว่า

“ตองกีมาร์ ข้าขอให้เจ้าจำไว้ว่า ข้าจะต้องยิ่งใหญ่ ในแผ่นดินนี้ให้ได้ ข้าจักใช้กำลังแลสมองที่มี...ตอนนี้ข้าได้อวยยศเป็นออกพระฤทธิกำแหง แต่ข้าจะไม่หยุดแค่นี้ ข้าจะต้องมียศใหญ่ที่สุดในราชสำนัก เจ้าคอยดูว่าข้ากับชายที่เจ้ามอบใจให้ ผู้ใดจักยิ่งใหญ่กว่ากัน”

พอเห็นมารีนิ่งเฉยฟังแบบไม่สนใจก็ยิ่งเกิดอารมณ์ สาวเท้าเข้ามาหา มารีหลบหลีกอย่างรวดเร็ว อ้างว่าจะไปดูสำรับให้เขา ฟอลคอนกำหมัดทุบโต๊ะด้วยความโกรธ...

บ่ายวันนั้น ฟอลคอนมาที่คลังสินค้าของอังกฤษพร้อมเบอร์นาบีกับไวท์ มีฝรั่งอังกฤษท่าทางมีอำนาจเดินมากับลูกน้องสีหน้าเคร่งขรึมมองฟอลคอนอย่างสงสัย ไวท์รีบรายงานว่าเขาเป็นข้าราชการในพระคลังสินค้าสยาม มาตรวจสินค้าที่เพิ่งส่งมา เบอร์นาบีผายมือไปที่กองบาญชีที่อยู่บนโต๊ะ ในกลุ่มลูกน้องมีสปายของขุนเรืองอยู่ด้วย

ขุนเรืองฟังเรื่องจากสปายก็มาบอกขุนศรีวิสารวาจากับหลวงสรศักดิ์ “คนของข้าบอกว่าทางบริษัทแม่ที่เมืองอินเดียส่งคนมาสอบบาญชี เพราะเขาผิดสังเกตว่าเหตุใดของจึงขายไม่ออก คนของข้าแจ้งว่าสินค้าทุกอย่างจะส่งมาสองชุด พอมาถึงไอ้ฝรั่งทั้งสองมันขนไปทันที...สินค้าของบริษัทเหลือมากมายขายไม่ออกไม่มีคนมาซื้อ เพราะซื้อข้างนอกของพวกมัน”

หลวงสรศักดิ์คิดไว้แล้ว ขุนศรีวิสารวาจาคิดว่า ถึงตัวแทนบริษัทมาสอบพบ ก็เอาผิดฟอลคอนไม่ได้

ผิดแค่เพื่อนทั้งสอง หลวงสรศักดิ์เห็นจริง ทั้งสามครุ่นคิดแล้วขุนศรีวิสารวาจาคิดได้

“ต้องหาทางให้ประจักษ์ต่อบริษัทการค้าของอังกฤษว่ามันมีส่วนเกี่ยวพันกัน”

ใกล้ค่ำที่ชานเรือนบ้านออกญาโหราธิบดี เกศสุรางค์เห็นขุนศรีวิสารวาจาค้นหนังสือภายใต้แสงตะเกียงก็เกิดความสงสัยจึงเดินมาสอดส่อง ปริกเห็นรีบมารายงานจำปาว่า การะเกดมีท่าทางพิกลทำลับๆล่อๆ จ้องมองแต่ท่านขุนที่กำลังค้นหนังสืออ่าน ดูแล้วมิงามเลย จำปาไม่สนใจเพราะไม่ได้เกลียดการะเกดแล้ว เหลือเพียงจะต้องขัดเกลาให้เป็นแม่บ้านแม่เรือนเท่านั้น

ตกค่ำ ขุนศรีวิสารวาจาแต่งตัวรัดกุมสีมืดๆจะออกไปข้างนอกกับจ้อย ออกญาโหราธิบดีนั่งเขียนหนังสืออยู่รู้แก่ใจว่าลูกจะไปทำอะไร จึงเตือนให้ระวังตัว เกศสุรางค์ได้ยินยิ่งสงสัยมาก

ในเวลานั้น จำปาบอกปริกว่าตนเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วขี้คร้านจะออกไป ถ้ามีอะไรน่าเกลียดค่อยมารายงานวันรุ่ง ปริกกระหยิ่มใจถือโอกาสออกมาบอกการะเกดว่า แม่นายสั่งให้เข้าห้องนอน เกศสุรางค์ยังอยากนั่งเล่นที่ระเบียงจึงเฉยเมย ปริกย้ำว่าอยู่ไม่ได้ หญิงสาวโต้ว่ายังอยากอยู่

“มิได้เจ้าค่ะ”

“ก็ข้าอยากอยู่...เดือนหงาย...” เกศสุรางค์แกล้งร้องเพลงท่าทางสบายใจ

“แม่หญิง...แม่หญิงอยู่มิได้เจ้าค่ะ ให้ข้าพูดอีกกี่มากน้อยเจ้าคะ...ก็แม่หญิงมีระดู”

เกศสุรางค์นึกได้ตกใจว่าปริกรู้ได้อย่างไร ปริกว่าทุกคนในเรือนรู้หมด หญิงสาวหน้าเสีย

“แม่หญิงควรอยู่ในหอนอนเท่านั้นรู้ไว้ด้วยนะเจ้าคะ มิมีแม่หญิงคนไหนขี่ม้าออกมาเดินประเจิดประเจ้ออย่างนี้ เหตุใดแม่หญิงถึงลืมสิ้นเรื่องอยู่เรื่องกิน วิปลาสขนาดไหนกันเจ้าคะ”

เกศสุรางค์ไม่กล้าเถียง เดินขาถ่างนิดๆกลับเข้าห้องแต่โดยดี ปริกกำชับไล่หลังว่าอย่าออกมาจนกว่าจะเลิกขี่ม้า

ooooooo

จ้อยพายเรือพาขุนศรีวิสารวาจามาที่ท่าเรือวัดพุทไธศวรรย์ เห็นยอดอุโบสถวัดทาบกับท้องฟ้าที่สว่างด้วยแสงจันทร์ ท่านขุนหยิบห่อขี้ไต้คบไฟห่อย่อมสะพายบ่า สั่งจ้อยให้รอที่เรือ

จากนั้นท่านขุนเดินลัดทุ่งมาอย่างระแวดระวังตัว ได้ยินเสียงนกร้องสามที จึงส่งเสียงนกร้องตอบสามทีเช่นกัน ขุนเรืองเดินออกมาพร้อมสะพายห่อขี้ไต้เหมือนกัน และบอกว่าหลวงสรศักดิ์รออยู่ที่ท่าน้ำวัดพะแนงเชิง...พอสองท่านขุนเดินมาถึง ได้ยินเสียงหลวงสรศักดิ์ส่งสัญญาณก็ส่งตอบ ทั้งสามลงเรือพายผ่านวัดพะแนงเชิงเข้าคลองสวนพลูลัดเลาะไปหน้าชุมชนโปรตุเกส ก็เห็นคลังสินค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษเป็นเงาดำมืด มียามเดินไปมา

ยามไทยคนหนึ่งเดินเมาอ้อแอ้ จึงถูกคนอังกฤษสองคนรุมกระทืบ ขุนเรืองจะพุ่งเข้าไปช่วย แต่ขุนศรีวิสารวาจาคว้าคอไว้ ขุนเรืองเกรงยามคนนั้นจะตายเสียก่อน พอคนอังกฤษผละไปขุนศรีวิสารวาจาเห็นว่าทิศทางลมเปลี่ยนแล้วก็เอาไต้ชุบน้ำมัน เข้ามาลากยามที่นอนสลบออกไป แล้วโยนไต้จุดไฟใส่คลังสินค้า เกิดความวุ่นวายชกต่อยกันเบาะๆกว่าทั้งสามจะหนีออกมาได้

ระหว่างพายเรือกลับ ขุนเรืองกับหลวงสรศักดิ์เย้าขุนศรีวิสารวาจาว่านับหนึ่งถึงเท่าไหร่กว่าจะตัดสินใจชก ท่านขุนเห็นเพื่อนทั้งสองหัวเราะก็ตอบขำๆว่าที่ช้าเพราะเล็งคางมันเท่านั้น

เมื่องานสำเร็จ สามหนุ่มแยกย้ายกันกลับ ขุนศรีวิสารวาจาลงเรือที่จ้อยรออยู่ นั่งเรือมองจันทร์นึกถึงภาพตอนเห็นร่างซ้อนร่างการะเกด หัวใจเขาวาบหวามยิ่งนัก... พอถึงบ้านเดินทอดน่องไปตามทาง ต้องสะดุ้งเมื่อได้ยินเสียงเรียก การะเกดยืนตาโตมองถามคิดว่าตนเป็นใคร

“ไยข้าจะคิดว่าเป็นผู้ใด ก็เห็นว่าเป็นออเจ้า”

“ไม่แน่...ก็พระจันทร์สวยจะตาย” เกศสุรางค์เข้าใจว่าท่านขุนคิดถึงจันทร์วาด

“สวยจะตาย...ใครจะตาย” ท่านขุนไม่เข้าใจภาษา

“คงมีมั้งคะ...”

ท่านขุนว่าเกศสุรางค์พูดจาวิปลาส เธอบ่นอุบที่ว่าตนบ้า ท่านขุนตัดบทถามนั่งทำกระไรไยมิหลับนอน เธอสวนทันทีว่ารอเขาแล้วสาวเท้าเข้าไปใกล้ พลันได้กลิ่นควันไฟก็ยิ่งฉงน จี้ถามเขาไปทำกระไรมา ท่านขุนเอ็ดที่สอดรู้สอดเห็นแล้วไล่กลับเข้าห้อง หญิงสาวถอนใจ

“คุณพี่ปลอดภัยกลับมาข้าก็โล่งอก ห่วงแค่คุณพี่เป็นอะไร คุณลุงคุณป้าจะเสียใจก็เท่านั้น ข้าไปนอนก็ได้...” เกศสุรางค์พูดจบหันกลับจะขึ้นเรือน

ท่านขุนคว้ามือไว้ดวงตาจับจ้องหน้านวล “ประเดี๋ยว ก่อน นี่ออเจ้าห่วงข้ากระนั้นฤา”

เกศสุรางค์จะดึงมือออกบอกงอนๆว่าไม่ได้เป็นห่วงเขา แต่เป็นห่วงคุณลุงคุณป้า แล้วอ้างจะเข้านอนพรุ่งนี้ต้องรีบตื่นใส่บาตร ท่านขุนไม่ปล่อยเพราะเห็นว่ารอได้ตั้งนาน หญิงสาวเห็นสายตานุ่มนวลบาดใจที่มองมาก็ใจเต้นไม่เป็นส่ำ บิดแขนออกเดินหนีกลับเรือน ท่านขุนตามติด เธอนึกได้หันกลับมาเกือบชน ยั้งตัวแทบไม่ทัน

อ่านละคร บุพเพสันนิวาส ตอนที่ 9 วันที่ 9 มี.ค.61

ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส บทประพันธ์โดย รอมแพง
ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส บทโทรทัศน์โดย ศัลยา
ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส กำกับการแสดงโดย ภวัต พนังคศิริ
ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ผลิตโดย บริษัท บรอดคาซท์ ไทย เทเลวิชั่น จำกัด
ละครเรื่อง บุพเพสันนิวาส ออกอากาศเร็ว ๆ นี้ ทางไทยทีวีสีช่อง 3
ที่มา ไทยรัฐ